KoolChineseFood : หลักการผัด ของอาหารจีน
KoolChineseFood : หลักการผัด ของอาหารจีน
การตรียมอาหาร สำหรับการผัด จะมีหลักการ 3 อย่าง
1. หว่านเซี่ยน การผสมเครื่องปรุงไว้ล่วงหน้า
2. เหลียนกวอ การใส่น้ำมันครั้งแรก เมื่อน้ำมันมีควันขึ้น ก็จะเทน้ำมันนี้ทิ้ง
3. เป้าโหยว เทน้ำมันใหม่ลงในกระทะอีกรอบ การนำเนื้อสัตว์ ลงไปลวกน้ำมัน ให้สุกประมาณ 80%
การผัดจนมีสีน้ำตาลมีผลต่อความอร่อย เพราะ
1. Maillard reaction หรือ ปฏิกิริยาสีน้ำตาลโดยไม่ใช้เอนไซม์ (อาศัยความร้อนสูง) ทำให้โปรตีนและน้ำตาลมาทำปฏิกิริยากันได้สารสีน้ำตาล, สารให้กลิ่นตัวใหม่
2. Tastants ที่เพิ่มขึ้น: เมื่อผัดจนข้าวสีเข้มขึ้น รสชาติจะนัว อูมามิขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใส่เครื่องปรุงเพิ่ม เนื่องจากหลายผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก maillard product ทั้งให้และเสริมรสอูมามิ เช่น เปปไทด์สายสั้นๆ ที่เกิดขึ้นมา
3. Flavorants ที่เพิ่มขึ้น: สารประกอบตัวเล็กๆที่ระเหยได้ เช่น furans, pyrazines พวกนี้ให้กลิ่นย่างๆเกรียมๆ ก็มีงานวิจัยพบว่าช่วยเสริมการรับรู้รสเค็ม และอูมามิได้เช่นเดียวกัน
4. ทั้งนี้ ปฏิกิริยาสีน้ำตาลที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดเฉพาะ Maillard อย่างเดียว อาจเกิด caramelization (การสลายตัวของน้ำตาล เฉพาะน้ำตาล ไม่มีโปรตีนมาเกี่ยวข้องเหมือน Maillard) ด้วยก็ได้
… ดังนั้นเวลาย่าง/ผัดอาหาร Maillard และ Caramelization จะเกิดขึ้นพร้อมๆกัน แต่ในอัตราที่ต่างกัน … เช่น ถ้าอาหารนั้นมีโปรตีนมาก อัตราการเกิด Maillard ก็อาจจะมีมากกว่า Caramelize
5. กะทะเหล็ก … ไอออนของเหล็กเร่งการเกิด Maillard reaction ได้ ทำหน้าที่คล้าย cofactor
กะทะเหล็กจึงทำให้ข้าวผัด ขึ้นสีเข้มได้ไวกว่ากะทะชนิดอื่น โดยเฉพาะ เทฟล่อน
เทฟล่อนผัดขึ้นสีน้ำตาลยากมาก ยกเว้นใช้ไฟแรงๆ นาบข้าวนิ่งๆไว้กับกะทะ ก็จะเกิดความเกรียมที่ตัวเม็ดข้าว แต่ด้วยเทฟล่อนทนความร้อนไม่ได้สูงมาก ถ้าผัดข้าวด้วยเทฟล่อนจนข้าวเกรียม มักจะได้กลิ่นเคมีๆแปลกๆติดมาด้วย (เคยพยายามจะผัดข้าวให้เกิด wok hei ด้วยเทฟล่อนแต่ได้กลิ่น chemical hei ติดมาแทน😅)
6. Advanced glycated end products (AGEs) … จะว่าไปแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย … ผลิตภัณฑ์สีน้ำตาลแม้ว่าทำให้อาหารน่ารับประทาน หอมอร่อย
แต่หลายงานวิจัยก็ concern ถึงระดับเซลล์มนุษย์ ว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปฏิกิริยาสีน้ำตาลมีส่วนทำให้เกิดการอักเสบระดับเซลล์/ เบาหวาน/ การเสื่อมของเซลล์ (aging) และอีกมากมาย
ดังนั้นอาหารเกรียมๆ หอมกะทะ นานๆ กินทีนะครับ (แต่ก็อย่าตื่นเต้นไป มันเป็นแค่ส่วนนึงเท่านั้น ปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น กรรมพันธุ์ อากาศ มลพิษ ก็มีส่วนกับโรคต่างๆเยอะอยุ่นา)
อาหารที่คลีนจริงๆ นอกจากจะไม่ทอด ไม่มันแล้ว หลายคนจึงใช้วิธีการปรุงแค่ต้ม หรือนึ่ง ไม่ย่าง และเน้นเกลือ / เกลือลดโซเดียม ไม่เน้นซีอิ๊ว เพื่อเลี่ยงการเกิด AGEs นั่นเอง
*** ขอนอกเรื่องนิดนึง … จะมีซีอิ๊วชนิดนึงที่มีสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดจากการผลิตที่เฉพาะ … หลายประเทศแบนไปแล้ว แต่ในไทยยังใช้กันจุกๆ ไว้มาเล่าต่อ episode ไกลๆ เพราะเดี๋ยวโดนฟ้องครับ 😂***
ปล. ความจริงซีอิ๊วที่มันมีสีน้ำตาลขึ้นมา เพราะเกิด maillard reaction ระหว่างหมักถั่วเหลืองนี่แหละครับ
ปล. 2 มันฝรั่งทอดจนเกรียมนี่ตัวดี … เด็ก Food Sci จะรู้ว่า มันฝรั่งมีกรดอะมิโน asparagine จำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อทอดและเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาลจะได้ acrylamide ซึ่งเมื่อเข้าตับจะเกิดเป็น glycidamide และเป็น possible carcinogen …
วิธีการลดความเสี่ยง คือ นำ มันฝรั่งที่หั่นแล้วไปแช่น้ำซัก 30-60 นาที หรือนำไปต้มน้ำเดือดให้ asparagine มันละลายออกมา (ลด substrate) … acrylamide ก็อาจจะเกิดได้น้อยลง
(การต้ม การแช่น้ำก่อนทอดยังทำให้เฟรนช์ฟรายอร่อยขึ้นด้วยนะ เพราะมันช่วยล้างแป้งส่วนเกินออกอีกด้วย และทำให้มันกรอบร่วนขึ้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น